ย้อนกลับไปในปี 2019 Code Vein ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการนำเสนอเกมแนว Souls-like ในรูปแบบอนิเมะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนถูกขนานนามว่าเป็น "Anime Souls" เป็นเวลาถึง 6 ปีได้สิ้นสุดลง เมื่อ Bandai Namco ส่งภาคต่อที่ทะเยอทะยานที่สุดอย่าง Code Vein 2 ออกมาผงาดบนเครื่องคอนโซลยุคปัจจุบันอย่างเต็มตัวในภาคนี้ เนื้อเรื่องจะพาก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ จากความแออัดในเมืองที่ล่มสลาย สู่โลกกว้างแบบ Semi-Open World ที่เต็มไปด้วยความลับและความตายอันสวยงาม เมื่อปรากฏการณ์ "Luna Rapacis" หรือดวงจันทร์สีเลือดได้อุบัติขึ้น ส่งผลให้เหล่า Revenant ที่เคยมีสติสัมปชัญญะกลับกลายเป็นสัตว์ประหลาดคลุ้มคลั่ง เราได้รับบทเป็น Revenant Hunter ผู้ถูกโชคชะตาเลือกให้มาพบกับ Lou MagMell เด็กสาวปริศนาที่มีพลังในการบิดเบือนกาลเวลาร่วมออกเดินทางเพื่อหาคำตอบว่าเศษเสี้ยวของเวลาที่แตกสลาย จะสามารถกอบกู้โลกที่ล่มสลายใบนี้ได้จริงหรือไม่
เนื้อเรื่อง
เนื้อเรื่องเริ่มต้นในโลกที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามใหม่หลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก ผ่านไปหลายปี ท้องฟ้ากลายเป็นสีเลือดจากปรากฏการณ์ Luna Rapacis (ดวงจันทร์ปีศาจ) ซึ่งส่งคลื่นพลังงานลึกลับที่ทำให้เหล่า Revenant ไม่สามารถควบคุมความกระหายเลือดได้ และกลายร่างเป็น Horrors สัตว์ประหลาดที่มีพละกำลังมหาศาลและไม่มีวันตาย
ภายในเกมเราจะได้รับบทเป็น Revenant Hunter ที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำที่ว่างเปล่า แต่กลับมีพันธนาการทางวิญญาณกับ Lou MagMell เด็กสาวปริศนาที่ครอบครองเศษเสี้ยวของ The Time Core เธอเปิดเผยว่าอนาคตที่โลกต้องพินาศนั้นถูกกำหนดไว้แล้ว และทางเดียวที่จะแก้ไขได้คือการเดินทางย้อนกลับไปในอดีตเมื่อ 100 ปีก่อน เพื่อยับยั้งเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เป็นต้นกำเนิดของ Luna Rapacis
เกมเพลย์
Code Vein 2 ในภาคนี้ระบบการต่อสู้ถูกปรับจังหวะให้รวดเร็วและดุดัน อนิเมชันการออกอาวุธดูมีน้ำหนักแต่พริ้วไหว โดยเฉพาะอาวุธใหม่อย่าง Twinblades ที่มอบประสบการณ์การกดคอมโบที่ต่อเนื่องราวกับเกม Action ขณะเดียวกันยังคงรักษาความตึงเครียดสไตล์ Souls-like ที่ทุกการตัดสินใจหลบหลีกหรือสวนกลับหมายถึงความเป็นและความตาย อีกทั้งภาคนี้จะมีระบบคู่หูที่เป็นตัวเราละครที่เป็น AI คอยติดตามตลอดการเดินทาง
ฟีเจอร์ใหม่ที่ทำให้ภาคนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม มีดังนี้
• The "Jail" System: มาแทนที่เสื้อคลุมดูดเลือด (Blood Veil) โดยเป็นอุปกรณ์ติดตั้งที่หลัง ซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปร่างตามประเภทที่เราเลือก เช่น Scythe Jail (เน้นกวาดศัตรู) หรือ Needle Jail (เน้นเจาะเกราะ) ช่วยให้การดูดเลือดและการโจมตีพิเศษมีความหลากหลายขึ้นมาก
• Real-time Blood Code Swapping: ในภาคนี้สามารถตั้งค่า "Quick-Switch" เพื่อสลับสายพลัง (Blood Code) ได้ทันทีในขณะต่อสู้ ทำให้สามารถสลับจากนักรบประชิดตัวไปเป็นจอมเวทเพื่อปิดฉากศัตรูได้อย่างไร้รอยต่อ
• Formae Skills: ระบบสกิลที่ทรงพลังกว่าเดิม แบ่งเป็น Active และ Passive ซึ่งต้องใช้ค่า Ichor (มานาที่ได้จากการดูดเลือด) ในการเปิดใช้งาน
โลกที่กว้างขวางและการข้ามเวลา (Exploration & Mechanics)
โลกในเกมมีความกว้างขวางกึ่ง Open World และมีมิติมากขึ้นไม่ได้เป็นเพียงทางเดินแคบๆ เหมือนภาคแรกทำให้ความรู้สึกในการสำรวจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การซิ่งมอเตอร์ไซค์ฝ่าทุ่งรกร้างสีเลือดไม่ใช่แค่จุดขายเท่ๆ แต่เป็นความจำเป็นในการเดินทางผ่านพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความลับ นอกจากนี้กลไก Time Manipulation หรือการสลับช่วงเวลาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปริศนาฉากได้อย่างชาญฉลาด สร้างมิติการสำรวจที่ซ้อนทับกันได้อย่างยอดเยี่ยม
ระบบคู่หู (Partner System)
ถือเป็นฟีเจอร์ที่ถูกยกระดับจาก ตัวช่วยในภาคแรก มาเป็นหัวใจหลักของการวางกลยุทธ์เพราะคู่หูในภาคนี้ไม่ได้เพียงแค่เดินตามหรือช่วยตี แต่พวกเขามีระบบการตัดสินใจ (Decision Making) ที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง คู่หูจะรู้จักจังหวะการดึง Aggro เพื่อให้ผู้เล่นได้พักฟื้น หรือเลือกใช้สกิลสนับสนุนในจังหวะวิกฤตได้อย่างแม่นยำ ทำให้ความรู้สึกในการสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ดูมีชีวิตชีวาและพึ่งพาได้จริงมากกว่าที่เคย
ระบบการสร้างตัวละคร
ในขณะที่เกมอื่นอาจให้เลือกแค่ทรงผมหรือใบหน้าสำเร็จรูป แต่ Code Vein 2 ยกระดับขึ้นไปสู่การเป็นเครื่องมือปั้นตัวละครที่ทรงพลัง ด้วยระบบการจัดการโครงหน้าและดวงตาถูกปรับปรุงใหม่ให้มีความซับซ้อนระดับ Next-gen Shader ทำให้แสงเงาบนผิวพรรณและแววตาดูมีชีวิตชีวาแบบอนิเมะคุณภาพสูง และระบบ Free-form Accessories ที่ให้เราสามารถหยิบจับเครื่องประดับชิ้นไหนก็ได้ไปวางไว้ที่ตำแหน่งใดก็ได้บนร่างกาย พร้อมการปรับขนาดและองศาได้อย่างอิสระจนเกือบจะไร้ขีดจำกัด
ระบบการพัฒนาตัวละคร
ระบบการพัฒนาตัวละครใน Code Vein 2 ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูงมากเพื่อรองรับการเล่นที่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์กาลเวลา
• Blood Code สลับสายได้อิสระ: ยังคงเอกลักษณ์จากภาคแรกที่คุณสามารถเปลี่ยนคลาสได้ตลอดเวลา แต่ในภาคนี้มีการเพิ่ม Mastery System ที่ลึกขึ้น เมื่อใช้ Blood Code ไหนจนชำนาญ จะสามารถดึงเอา Passive Skill เฉพาะตัวของคลาสนั้นไปใช้กับคลาสอื่นได้ (Cross-Class Skills)
• Formae (สกิลใช้งาน): ภาคนี้แบ่งสกิลออกเป็นระดับ (Tiers) ซึ่งการจะปลดล็อกสกิลระดับสูง คุณอาจต้องเดินทางไปค้นหา Vestige (เศษเสี้ยวความทรงจำ) ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง (อดีต หรือ ปัจจุบัน) เท่านั้น
งานภาพและเสียง
Code Vein 2 ยกระดับงานภาพจาก Unreal Engine ได้อย่างน่าทึ่ง การเปลี่ยนผ่านจากภาคแรกมาสู่ภาคนี้คือการก้าวกระโดดของ Dynamic Lighting และ Particle Effects ที่อลังการกว่าเดิม แสงเงาที่ตกกระทบลงบนใบหน้าตัวละครดูมีมิติสมจริงแต่ยังคงเสน่ห์ของลายเส้นอนิเมะไว้อย่างครบถ้วน ฉากหลังในภาคนี้ไม่ได้มีแค่ซากปรักหักพังสีเทา แต่เราจะได้เห็นความแตกต่างสุดขั้วระหว่างอดีตที่รุ่งเรืองด้วยสีสันที่สดใส และปัจจุบันที่ล่มสลายในโทนสีเลือดที่หม่นหมอง ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร้รอยต่อ ในด้านของเสียงประกอบยังคงได้ทีมงานคุณภาพทำให้ มีความหลากหลาย ตั้งแต่เพลงธีมที่ใช้เสียงเปียโนและไวโอลินอันโดดเดี่ยวเน้นอารมณ์เศร้าสร้อย ไปจนถึงเพลงสู้บอสที่จัดเต็มด้วยวงออร์เคสตราและเสียงคอรัสที่ปลุกเร้าอะดรีนาลีน เสียงของอาวุธที่กระทบกันและเสียงเอฟเฟกต์ของการบิดเบือนเวลาถูกออกแบบมาให้มีมิติเสียงแบบ 3D Audio ที่ช่วยเพิ่มความดื่มด่ำในการเล่นได้อย่างดีเยี่ยม
สรุป
ข้อดี
- ระบบสร้างตัวละครที่ละเอียดที่สุด
- เกมเพลย์ที่ลื่นไหลและรวดเร็ว
- ระบบคู่หูที่ชาญฉลาดและมีประโยชน์
- งานภาพและเสียงสไตล์ Anime Gothic ที่สวยงาม
ข้อเสีย
- ตัวเกมมีปัญหาประสิทธิภาพเฟรมเรทร่วงผิดปกติใน PS5 Pro
- ความหลากหลายของศัตรู
- การควบคุมยานพาหนะยังไม่ลื่นไหล
- บั๊กตัวละครติดฉาก Texture โหลดไม่ทัน หรือเสียงประกอบหายไปชั่วคราวในบางคัทซีน
คะแนนรวม 7/10
Code Vein II วางจำหน่ายแล้ววันนี้บนแพลตฟอร์ม PlayStation5, Xbox Series X/S และ PC (Steam)
ทีมงาน P4G ขอขอบคุณทาง Bandai Namco Entertainment สำหรับตัวเกมเพื่อการรีวิวมา ณ ที่นี่
REVIEW by TAMAHOMME
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
0 ความคิดเห็น